Skip to content
from the November 2016 issue

เสียงสาดแสง

ก่อนความจำกระทบกระเทือน

ก่อนความทรงจำของเขาจะกระทบกระเทือน ภายในก้อนสมองนั้นหาได้มีอะไรพิเศษแตกต่างไปจากคนอื่นๆ เป็นเพียงความทรงจำส่วนบุคคล ลึกซึ้งสำหรับคนใกล้ชิดและเครือญาติ ห่างเหินและไม่น่าใส่ใจสำหรับคนทั่วไป กล่าวได้ว่าความทรงจำในก้อนสมองของเขาปกติสามัญเหมือนคนอื่นๆ

แต่สิ่งที่ทำให้พิเศษเกิดจากการถูกกระทบกระเทือน – ถ้าหากจะเรียกอย่างนั้น – เขาจดจำอะไรไม่ได้ อันที่จริงสิ่งทรงจำทั้งหมดในสมองไม่อาจระลึกได้ เขาเชื่อมโยงสิ่งนั้นกับสิ่งนี้ไม่ได้เลย เขาเพียงเห็น สงสัย และเกิดคำถาม เหมือนเด็กอยากรู้อยากเห็น แต่เขาโตแล้ว ไม่ใช่เด็ก นี่ทำให้เขาถูกมองว่าแปลก พิกล หรือปัญญาอ่อน – ก็เหล่าคำที่เรานิยามคนอื่นง่ายๆ พรรค์นั้น

คุณจึงต้องดูเขา จดจำแทนเขา

แม้สมองของเขาจะธรรมดาสามัญเหมือนคนอื่นๆ แต่มันอยู่ในกะโหลก ไม่อาจเห็น สิ่งที่เห็นคือรูปลักษณ์ภายนอก เขายังดูหนุ่ม ผิวกร้าน ออกน้ำตาลแดง สวมเสื้อยืดสีขาวมอกะดำกะด่าง มีตราสินค้าภูมิภาคอยู่กลางอกเสื้อ ไม่ใช่ตราสินค้านานาชาติทั้งจริงและปลอมที่คนอื่นๆ สวมใส่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็เป็นตราสินค้าเหมือนๆ กัน แต่ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหลียวมองเขาเพียงแวบหนึ่ง แวบเดียวเท่านั้น นิยามเกิดขึ้น เขาน่าจะเป็นคนต่างจังหวัด เขาอยู่ผิดสถานที่โดยชัดแจ้ง เขายืนอยู่บริเวณหน้าลานศูนย์การค้า ดูไม่มีความต้องการจะจับจ่ายอะไรในสถานที่แห่งนี้

มันผิดตั้งแต่สถานที่ที่เขามาปรากฏตัว อาภรณ์แปลกแปร่งตั้งแต่หัวจดเท้า และเมื่อเขาเดินเงอะงะตัดลานหน้าศูนย์การค้า ชะงักกลางลานเมื่อเสียงจากจอมอร์นิเตอร์ขนาดใหญ่กระแทกมาถึงตัวเขาและผู้คนที่ต่างนั่งมองจอขนาดยักษ์นั้นด้วยความสนใจ เขาเห็นผู้คนมองจอยักษ์เป็นตาเดียวคล้ายถูกสะกดจากภาพ แสงและเสียงอันตื่นตาและทรงพลัง เขาก้าวเดินต่อจนมาเกือบถึงทางเข้าหน้าศูนย์การค้า มีภาพขนาดใหญ่ตั้งไว้เบื้องหน้า ผู้คนต่างต่อแถวหลวมๆ กึ่งรุมล้อม เขายืนมองผู้คนตรงจุดนั้นสลับกับภาพขนาดใหญ่

นานจนผู้คนต่างแยกย้ายกันไป แต่เขายังยืนมองภาพนั้นอยู่ จากการมาปรากฏตัวผิดสถานที่บัดนี้มายืนผิดตำแหน่งเข้าอีก รปภ. หน้าศูนย์การค้าสังเกตเห็นเขาก่อน บอกให้เขาเลี่ยงไปยืนห่างๆ ไม่กีดขวางทางเดิน แต่เขายังคงยืนเกะกะตรงจุดนั้นจนผู้คนที่เคยมองจอยักษ์เริ่มหันมามองเขาเป็นตาเดียว เช่นเดียวกับผู้คนที่จดจ่อกับหน้าจอสมาร์ทโฟนก็หันมามองเขาด้วย รปภ. นิยามพฤติการณ์ของเขาว่าความดื้อดึง เช่นเดียวกับคนรายรอบที่มองว่าพฤติกรรมของเขาน่าสงสัย ฉันทาคติเกิดขึ้นเงียบๆ ผ่านการจ้องมองของฝูงชน รปภ. รับรู้และใช้สิทธิ์นั้นออกเสียงกับเขา โดยตั้งคำถามว่าเขาไม่ควรยืนอยู่ทื่อๆ ตรงนี้โดยไม่ทำอะไร ครั้นเขามองตอบรปภ. อย่างเดียงสา รปภ. จึงว่าอย่ามาทำปัญญาอ่อน ผู้คนสักสี่ถึงห้าคนเริ่มเข้ามารุมล้อม คนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นว่า มีปัญหาอะไรถึงจ้องมองรูปภาพนานขนาดนั้น ผู้คนที่เหลือเห็นด้วยว่าต้องการคำอธิบายจากเขา อยากรู้ความคิดจิตใจของเขา ว่าอะไรดลใจให้เขาแสดงออกด้วยการจ้องมองเช่นนั้น ยิ่งเขาไม่ตอบสนองก็ยิ่งกลับกลายให้กลุ่มคนรู้สึกว่าเป็นการยั่วยุท้าทาย เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ ความขุ่นข้องระอุเป็นความโกรธเกรี้ยว อยู่ๆ ชายฉกรรจ์นายหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็เหวี่ยงกำปั้นฟาดเข้าที่หลังกกหูเขาเต็มแรง หลังจากนั้นเป็นความชุลมุน

สิ่งเหล่านี้คุณดูอยู่ เห็นอยู่ แต่เขาไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว

 

ความทรงจำใหม่

เขารู้สึกตัวตื่นลืมตา เปียกชื้นไปทั้งตัว แว่วยินเสียงนกร้องจากที่ไกล รู้สึกระรื่นหู เบาใจ ภายใต้แสงต่ำในเพิงพักทึบทึม เขานอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ล้อมรอบไปด้วยเหล่าขวดน้ำพลาสติก กองกระดาษ สิ่งต่างๆ ที่รวบรวมไว้สำหรับขายรีไซเคิล มีชายกลางคนนั่งยองๆ คัดแยกขยะรีไซเคิลเหล่านั้นอยู่ พอเขาขยับตัวลุกนั่ง เสียงแคร่ไม้ไผ่ลั่นดัง ชายกลางคนหันมามองเขาแล้วทำงานคัดแยกของตัวต่อไป

เขาเดินออกจากเพิงพัก รู้สึกอ่อนน่วมไปทั้งตัว ครั้นปะทะกับแสงแดดแรงกล้านอกเพิงถึงกับหน้ามืดชั่วขณะ จึงนั่งยองลงกลางแดด ชายกลางคนบอกเขาให้หลบแดดไปนั่งใต้ร่มไม้ เขาค่อยๆ พาตัวเองเข้าที่ร่ม ชายกลางคนละมือจากงานเดินตามมาสมทบ

มันจะต้องเกิดคำถาม ชายกลางคนเป็นคนถาม แต่เขาตอบไม่ได้สักคำ เพราะเขาจดจำอะไรไม่ได้ (เป็นคนแบบไหนกัน!) “เป็นใบ้รึเปล่า” ชายกลางคนกล่าวหลังไม่ได้คำตอบ ดังนั้นชายกลางคนจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาให้ฟัง

ว่าเมื่อช่วงสายตัวชายกลางคนเดินจากเพิงพักไปยังท้ายวัด ตรงบันไดท่าน้ำเล็กๆ นั่งหย่อนใจสูบยา มองคูน้ำครำที่ตัดแบ่งวัดกับศูนย์การค้า เป็นช่วงเวลาน้ำลด คูเกือบแห้งขอดมีเลนตม เห็นร่างของเขาเกยอยู่ริมคูข้างบันได มองอยู่ครู่หนึ่งเห็นว่ายังหายใจอยู่จึงนำตัวขึ้นมา ค้นดูตามตัวไม่พบหลักฐานอะไรทั้งนั้น กระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน ไม่มีอะไรเลย พอถามแล้วไม่ตอบชายกลางคนว่าท่าจะเป็นใบ้ ตอนนี้พอคิดว่าไม่มีหลักฐานใดชายกลางคนเริ่มจะสงสัยว่าเขาเป็นคนไทยหรือเปล่า แต่ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็นคนไทย เขาพยักหน้าตอบรับ ชายกลางคนพอใจเมื่อเขาตอบสนองได้บ้าง

ปริศนาก็คือเขามาจากไหนและจะไปไหน เขาดูว่างเปล่าไม่เพียงแต่ไม่มีกระเป๋าสตางค์และบัตรประชาชน แต่ว่างเปล่าไปถึงเจตจำนง ตลอดวันเขานั่งอยู่บริเวณเพิงพักของชายกลางคน เหมือนไม่รู้จะไปไหน มีช่วงหนึ่งตอนเย็นเขาเดินไปยังท้ายวัดที่ท่าน้ำเล็กๆ เหม่อมองฝั่งนั้นกับฝั่งนี้ ความต่างถูกกั้นด้วยคูน้ำครำ ราวครึ่งชั่วโมงเขาเดินกลับมายังเพิงพัก ชายกลางคนแบ่งอาหารให้เขากิน

ชายกลางคนเล่าว่าเขาเป็นคนดูแลวัด จำเพาะลงไปก็ดูแลส่วนท้ายวัด งานข้างหลังวัดทั้งหมดเขาเป็นคนจัดการ เขาเป็นคนจัดการงานศพ ดูแลทุกสิ่งอย่างให้เรียบร้อยราบรื่น ขวดน้ำพลาสติกและอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นรายได้เสริมของเขา กรรมการของวัดแบ่งสิทธิ์ให้เขามาจัดการ ชายกลางคนกล่าวว่าเขาเป็น ‘รีไซเคิลแมน’ ผู้ดูแลวัดแบบชายกลางคนยังมีอีกสามคน คนหนึ่งดูแลส่วนหน้า คนหนึ่งดูแลส่วนตะวันตก อีกคนดูแลส่วนตะวันออก (ส่วนส่วนกลางนั้นคณะสงฆ์เป็นกรรมการดูแลบริหารเอง) ชายกลางคนกล่าวติดตลกว่ายังดีนะที่เขาลอยมาเกยท้ายวัด มาอยู่ในมือของรีไซเคิลแมน ถ้าเขาไปตกอยู่ที่ส่วนอื่นของวัดก็อาจจะเป็นขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่ถูกรีไซเคิล เช่นเดียวกับเมียของเขา มีชีวิตเดียว ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทิ้งเข้าไปในปล่องเมรุ ละลายหายไปเป็นเถ้าถ่าน ชายกลางคนเล่าว่าตนมีลูกชายคนหนึ่ง อายุน่าจะไล่เลี่ยกับเขา ทำงานเป็นยามรักษาความปลอดภัยห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลเขาเลย แต่ไม่ค่อยเจอกัน “มันก็มีชีวิตของมัน สังคมของมัน” บริษัทรักษาความปลอดภัยดูแลลูกชายของเขาดี มีเบี้ยเลี้ยง ห้องพัก และสวัสดิการต่างๆ ให้ไม่ลำบาก ลูกชายของเขาค่อยๆ ขยับคุณภาพชีวิตไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

ชายกลางคนกล่าวแก่เขาว่าจะอยู่อีกวันสองวันก็ได้ แต่ต้องอยู่แบบ ‘อีโค่’ แบบประหยัดหน่อย กล่าวแล้วก็หัวเราะเอง

เสียงสวดแว่วเข้าในโสต เขาตื่นขึ้นตอนสายของวันใหม่ ชายกลางคนละจากเพิงพักเข้าไปยังส่วนกลางของวัด ปล่อยเขาอยู่เพียงลำพังในเพิง ความทรงจำเมื่อวานเป็นสิ่งที่เขาพอจะระลึกได้ ก็ดังนั้นเอง โดยไม่ต้องร้องขอ เขาเริ่มคัดแยกขยะรีไซเคิลบริเวณรอบๆ เขาค่อยๆ ทำไปตามที่รู้เห็นและเข้าใจมาจากเมื่อวาน ท่ามกลางความเงียบสงบและร่มรื่น มีเพียงเสียงนกร้องจิ๊บจั๊บกระซิบกระซาบสนทนาลอดมาจากยอดไม้ เขามีความพึงใจในบรรยากาศ ทั้งปลอดดปร่งและร่มเย็น

ราวใกล้เที่ยงชายกลางคนกลับมาพร้อมถุงอาหาร สังเกตเห็นการงานอันคืบหน้าที่ตนไม่ได้ทำก็นึกพอใจในพฤติกรรมของเขา ระหว่างนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ชายกลางคนเอ่ยถามอีก ว่าพอจะจดจำอะไรได้บ้างไหม ว่าพอจะรู้ไหมว่าตัวเองเป็นใคร เขาเอ่ยคำเดียว “เป็นลูก” พลางชี้นิ้วที่ตัวเขาก่อนจะชี้ไปยังชายกลางคน นั่นทำให้ชายกลางคนนิ่งเงียบไป

ช่วงบ่ายชายกลางคนแนะให้เขาไปเก็บกวาดบริเวณท้ายวัด เขาก็ทำตาม ครั้นพบเจอขยะพลาสติกก็เก็บใส่ถุงนำกลับมาที่เพิงพัก กล่าวได้ว่าเขาพอใจในสิ่งที่ทำอยู่ ระหว่างทำงานเพียงลำพังท้ายวัด ท่ามกลางสุมทุมพุ่มไม้ ร่มรื่นและเขียวสด เสียงนกร้องรอบอาณาบริเวณตลอดวัน เขารู้สึกสงบและเป็นสุข

ผ่านไปสามวันสามคืน กับการงานที่ทำไปตามกิจวัตร รับสิ่งเหล่านี้เข้าสู่ชีวิต กลายเป็นความทรงจำของเขา เขาเป็นลูกของชายวัยกลางคน เขาบอกอย่างนี้เมื่อพบเจอใครบางคนภายในวัดทักถาม แม้ชายกลางคนไม่ได้บอกหรือห้ามไว้ แต่เขารู้ รู้ว่าไม่ควรเดินเพ่นพ่านไปยังส่วนอื่นของวัด จำกัดตัวเองอยู่ในส่วนท้าย นั่นปลอดภัยที่สุด

 

เสียงสาดแสง

เส้นทางเดิมในกิจวัตรของเขาตลอดสามวันเรียกได้ว่าเริ่มคุ้นเคย เขาอ่านป้ายชื่อของพันธุ์ไม้ที่ตอกติดไว้ตามลำต้นไม้ใหญ่ทุกต้น กล้วยไม้ต่างๆ ที่นำมาทาบมัดไว้ตามโคนตามกิ่ง ทางเดินซึ่งเป็นปูนซีเมนต์ ตำแหน่งวางถังขยะ กระทั่งสรรพเสียงต่างๆ ในบรรยากาศท้ายวัด รุ่งเช้าเป็นเสียงสวด แปดโมงเป็นเสียงเพลง หลังจากนั้นเป็นเสียงนกหลากสายพันธุ์ส่งเสียงขับคลอไปในบรรยากาศ อะไรเหล่านี้เขาเริ่มคุ้นชิน และเริ่มอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น ตอนบ่ายของวันที่สาม มีเสียงนกประหลาดดังอยู่เหนือหัวขณะเขาเก็บกวาดลานท้ายวัด เขาสงสัยว่าหน้าตาของนกตัวนั้นจะเป็นอย่างไร จึงแหงนมองตามพุ่มไม้ แดดบ่ายทำมุมแยงตา เขามองไม่เห็นต้นเสียง เห็นแต่แสงพร่าพรายจนแสบตา

ในวันต่อมาภูมิทัศน์คุ้นชินเริ่มให้ภาพชัดลึก เมื่อเขาพบว่ากล้วยไม้กอหนึ่งที่ต้นไม้ใหญ่ออกดอกเป็นพวงระย้าสวยสด เขาฉงนใจ เมื่อวานเป็นแต่กอเขียว วันนี้กลับมีดอก จึงเดินไปเพ่งมองใกล้ๆ พอเขาเอามือสัมผัสก็พบว่ามันเป็นดอกกล้วยไม้พลาสติก การค้นพบนี้ทำให้เขาตระหนกใจ เขาไล่ดึงช่อปลอมออกจากต้นจริง ซึ่งมีกระจายไปทั่วทุกต้นไม้เขตท้ายวัด เก็บใส่ถุงขยะรีไซเคิล สำหรับเตรียมคัดแยกต่อไป

เมื่อกลับมายังเพิงพักและชายกลางคนเห็นเข้า จึงถามหาที่มาของดอกกล้วยไม้พลาสติก ครั้นรู้ความเข้าจึงบอกเขาให้นำกลับไปติดไว้ที่เดิม เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ในเมื่อมันเป็นพลาสติก เป็นของปลอม ชายกลางคนบอกว่า มันปลอมก็จริงอยู่ แต่ดูแล้วสบายตา แขกไปใครมาผ่านเข้ามาในวัดมองเห็นแล้วสดชื่น คนชอบมองเห็นดอกไม้

แต่มันเป็นพลาสติก เขาว่า

ก็รูปร่างและสีสันมันเป็นดอกไม้ ชายกลางคนว่า และย้ำให้เขานำกลับไปไว้ที่เดิม เพราะถึงอย่างไรชายกลางคนก็นำมารีไซเคิลไม่ได้ ดอกกล้วยไม้ปลอมนี้เป็นดำริของส่วนกลาง เป็นของวัด

กว่าเขาจะนำดอกกล้วยไม้พลาสติกไปไว้ในตำแหน่งเดิมก็เป็นช่วงบ่ายของอีกวัน เมื่อถึงตอนนั้นข่าวการหายไปของเหล่าดอกกล้วยไม้ก็แพร่กระจายไปสู่การรับรู้ของผู้ดูแลวัดทั้งเขตเหนือ เขตตะวันออก และเขตตะวันตก ว่าดอกกล้วยไม้ได้หายไปจากเขตท้ายวัด เกิดความวุ่นวายพอสมควร เมื่อผู้ดูแลเขตต่างๆ มาถามความเอาจากชายกลางคน พวกเขาต่างกำชับให้ชายกลางคนดูแลคนในปกครองให้ดี อย่าให้เกิดความไม่เข้าใจเยี่ยงนี้ขึ้นอีก ครั้นผู้ดูแลเขตต่างๆ ได้พบเห็นเขาแล้วต่างมีความเห็นกันว่า เขาดูไม่ค่อยเต็มบาท แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะความไม่เต็มเต็งนี้อาจก่อปัญหาได้ในภายหน้า

ก็ยังไม่ทันข้ามวันเลย ในบ่ายวันนั้นเอง เมื่อเขานำดอกกล้วยไม้ไปไว้ที่เดิม เสียงนกประหลาดร้องกระซิบกระซาบขึ้นมาอีก ความอยากเห็นตัวตนของเสียงส่งให้เขาสอดส่ายสายตามองหาตามค่าคบไม้ เขาเดินมาถึงต้นตะโกหนึ่ง เสียงนกนั้นร้องชัดยิ่งขึ้นกว่าที่อื่นๆ พยายามแหงนมองลอดกิ่งก้านขึ้นไป สายตาท้าแดดบ่ายซึ่งส่องแท่งแสงลงมา พอก้าวเท้าย้ายตำแหน่งมองอีกเพียงก้าว เขาก็มองเห็นตัวตนของเสียงนกประหลาดนั้น สิ่งที่เห็นไม่ใช่นก แต่เป็นลำโพงขยายเสียง

เขายืนจังงังอยู่ตรงนั้น เสียงแห่งความร่นรื่น ปลอดโปร่งที่ได้ยินมาตลอดหลายวัน ตัวตนและหน้าตามันเป็นเช่นนี้เอง พอเห็นเครื่องขยายเสียงเขาก็เริ่มเห็นสายไฟ เขาเริ่มเดินตามสายนั้นไปจนเดินออกจากเขตท้ายวัดเข้าสู่เขตตะวันออก

เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าต้นโพธิ์ใหญ่ต้นหนึ่ง รอบโคนผูกผ้าสามสี มีพระพุทธรูปปางนาคปรกประดิษฐานใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งจุดธูปเทียนเตรียมบูชาพระอยู่รายรอบ ไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจนัก สิ่งที่เขาสนใจอยู่บนยอดต้นโพธิ์ซึ่งถูกบดบังโดยพุ่มใบและเหล่ากาฝากต่างๆ ตามกิ่งก้าน ประหนึ่งเป็นต้นไม้ลูกผสมหลากพันธุ์ เบื้องหลังพุ่มไม้บนเรือนยอดนั้นมีลำโพงกระจายเสียงแอบซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตก็ไม่อาจเห็น เพราะเบื้องหน้าเครื่องกระจายเสียงนั้นยังมีไฟสปอตไลท์ส่องทำมุมลงมาแทงตาผู้คน เสียงนกที่เขาได้ยิน เป็นเสียงสาดแสง

เขายืนแหงนมองเสียงสาดแสงนั้นอยู่นาน นานจนผู้คนที่สักการบูชารายรอบเริ่มรู้สึกว่าเขาเกะกะพื้นที่ ยืนนิ่งไม่ไปไหน ลำบากความเคลื่อนไหวของผู้อื่น จนคนผู้หนึ่งถามคนอีกผู้หนึ่งว่าเขาเป็นใคร? จะเอาอะไร? หรือเป็นแต่คนไม่เต็มบาทที่กีดขวางการบูชาของผู้อื่น เขาเริ่มพยายามชี้ชวนให้คนแถวนั้นมองไปบนยอดไม้ตามที่เขาชี้ ว่ามีเครื่องกระจายเสียงอยู่บนนั้น มีสปอตไลท์อยู่บนนั้น ผู้คนตำหนิเขา ว่าไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ชี้มือชี้ไม้เรื่อยเปื่อยเดี๋ยวนิ้วกุด

ผู้ดูแลวัดเขตตะวันออกปรากฏตัว บอกให้เขาออกไปจากพื้นที่นั้น บอกให้กลับไปท้ายวัด เขาเซออกไปทีละก้าวตามแรงผลัก แต่สายตายังคงจ้องมองบนยอดไม้

“พูดไม่รู้เรื่อง” ผู้ดูแลวัดเขตตะวันออกว่า “มึงจะเอาอะไร”

“เสียงนกบนต้นไม้” เขาบอก เขาอยากรู้ว่าเสียงนกนั้นพันธุ์อะไร

“ตลกเหรอมึง” ผู้ดูแลวัดว่าพร้อมผลักเขาออกไปอีกก้าว “อย่ามาทำบ้าแถวนี้ กลับไป!”

เขาร้องว่ามีลำโพงอยู่บนต้นไม้ มีแสงไฟด้วย

ผู้หญิงที่ยืนอยู่แถวนั้นถามเขา “มีแล้วยังไง ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้น”

แต่มันเป็นของปลอมและทำเทียม เขาพยายามร้องบอก

“เออ แล้วยังไง” อีกคนว่า “ได้ยินเสียงนกไม่ดีรึไง”

“อย่าไปต่อปากต่อคำกับมันเลย” ผู้ดูแลเขตวัดปราม พลางหันมาบอกเขา “ไป ไปได้แล้ว”

เขาเดินกลับท้ายวัดแต่โดยดี

เรื่องถึงหูชายกลางคนผู้ดูแลเขตท้ายวัดในช่วงค่ำ ชายกลางคนจึงบอกให้เขารู้จักสงบปากสงบคำ พูดในสิ่งที่ควรพูด ไม่งั้นจะเป็นภัยแก่ตัวและแก่ตัวชายกลางคนด้วย

“แต่เสียงนกนั้นมันปลอม”

“เออ ใครเขาก็รู้” ชายกลางคนตัดบท “ทุกวันนี้มันไม่มีนกในเมืองแล้ว วัดก็ต้องสร้างบรรยากาศให้เหมือนวัด”

“แต่มันไม่ใช่แค่เสียงนก” เขาพยายามอธิบาย “มีเสียงสวด มีเสียงเพลงชาติ มีเสียงให้บริจาค มีเสียงกระจ่ายข่าวด้วย”

“เอ็งมีปัญหาอะไร” ชายกลางคนถาม “ก็มันเป็นเครื่องกระจายเสียง”

“แต่มันเป็นเสียงปลอม”

“จับจดไม่เข้าเรื่อง เกาไม่ถูกที่คันเลยมึง เสียงปลอมแล้วยังไง ก็มันส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของวัด ทำประโยชน์ให้กับวัดเยอะแยะ เห็นจะเป็นคุณมากกว่าโทษ ถามในเรื่องไม่ควรถาม ที่มามันจะยังไงไม่เห็นสำคัญ แต่พอมีแล้วมันยังประโยชน์แก่ทุกๆ คน ถามถึงประโยชน์สิ ไปถามถึงที่มาของมันทำไม”

เขาไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ชายกลางคนอธิบายเลย เพราะเขามองที่เหตุหนึ่ง เหตุแห่งที่มาของมัน แต่เมื่อสนทนากันถึงตรงนี้ น้ำเสียงของชายกลางคนบอกเขาชัด ว่าให้สงบปากสงบคำ

“มันปลอม” เขาพูดงึมงำในลำคอ ขอให้ได้พูดแม้เสียงเบา

 

ก่อนความทรงจำกระทบกระเทือน

หากจะลองพิจารณา เขาไม่แน่ใจว่ามีความแคลงใจต่อเสียงนกปลอม หรือความไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญของผู้คนที่มีต่อเสียงนกปลอมกันแน่ อย่างไหนที่เขาแคลงใจมากกว่ากัน ความหมกมุ่นต่อสองสิ่งนี้พาเขากลับมายังจุดเดิมในวันถัดมา เขายืนนิ่งกลางแดด แหงนมองผ่านพุ่มใบของโพธิ์ใหญ่ ยืนนิ่งเช่นนั้นปานรูปปั้น ผู้คนเริ่มเห็นเขา บ้างมาเดินวนรอบตัวเขา สงสัยในพฤติการณ์ ใครคนหนึ่งทักถามขึ้นว่ามายืนดูอะไร มาดูของปลอม เขาตอบ คนที่ถามพยักหน้าหงึกหงักพร้อมเบะปากแล้วเดินกลับไปสมทบกับกลุ่มคนใต้ต้นโพธิ์

ไม่นานผู้ดูแลวัดเขตตะวันออกก้าวอาดๆ มาหาเขา พร้อมกลุ่มคนทั้งชายหญิงจำนวนหนึ่งตามมาสมทบ

“จะไปดีๆ หรือจะให้อุ้มออกไป” ผู้ดูแลเขตเสียงกร้าว

“มันเป็นใคร กล้าดียังไงมาหาว่าสิ่งที่เขากราบไหว้บูชาเป็นของปลอม” หญิงกลางคนกล่าว

เขาชี้ไปบนยอดไม้ สิ่งที่เขาว่าปลอมอยู่ข้างบน ไม่ใช่ข้างล่าง

เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งฟาดมือที่เขาชี้ไปยังต้นไม้ลงอย่างเต็มแรง

ชายกลางคนผู้ดูแลเขตท้ายวัดปรากฏตัวขึ้น รีบวิ่งเข้ามาสมทบ

ผู้ดูแลวัดเขตตะวันออกบอกเสียงดังให้ผู้รายล้อมได้ยิน “มันเป็นลูกไอ้เฒ่า”

“ตายห่าแล้ว แดกข้าววัดแล้วยังท้าทายพระท้าทายเจ้า ยังจะเลี้ยงไว้อยู่หรือ” ใครคนหนึ่งว่า

“เนรคุณจริง”

“มันไม่ใช่ลูกผม” ผู้ดูแลท้ายวัดละล่ำละลัก “เป็นใครก็ไม่รู้อยู่ๆ ก็โผล่มา”

เขาหันไปมองชายกลางคนที่ได้อาศัยร่วมชายคากันมาถึงสี่คืน

“อ้าว งั้นก็เป็นคนนอกน่ะสิ แล้ววัดปล่อยให้คนแปลกปลอมเข้ามาได้ยังไง”

“เออ ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาชี้หน้าท้าทายศรัทธาคนยังงี้ได้หรือ”

“แต่มันปลอมจริงๆ” เขาร้อง พยายามออกจากการเกาะกุมเพื่อชักชวนคนทั้งกลุ่มไปใกล้ๆ ต้นโพธิ์

“มึงหุบปาก มึงไม่มีสิทธิ์พูด” วัยรุ่นพูดพร้อมตบปากเขา

มือที่สองที่สามและแรงกระแทกอื่นๆ ตามมา พร้อมเสียงร้องขับไล่อย่างโกรธเกรี้ยว ครั้นความชุลมุนสงบลงแล้ว ผู้ดูแลวัดเขตตะวันออกก็กึ่งอุ้มกึ่งลากร่างเขาออกไปจากตรงจุดนั้น

 

ร่างของเขาถูกโยนกลับลงไปในคูน้ำครำตรงตีนบันไดท้ายวัด ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาแรกของวันที่น้ำลง พอถึงเวลาน้ำขึ้นในรอบที่สองของวัน ร่างนั้นจะถูกซัดไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง สองฝั่งที่เขาถูกโยนไปโยนมา ในช่วงเวลาของน้ำขึ้นและน้ำลง ในท่ามกลางปรากฏการณ์แสนสั้น จำและลืม

สิ่งเหล่านี้คุณดูอยู่ เห็นอยู่ เพราะการถูกกระทบกระเทือนนั้นทำให้เขาเป็นคนพิเศษ ยังคงสงสัยในเรื่องที่ไม่มีใครสงสัย พิเศษเพราะเขาไม่มีความทรงจำ ใครหลายคนนิยามพฤติการณ์ของเขาว่า ไอ้งั่ง เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ

ก็เขาไม่รู้ ไม่มีความจำ มีแต่ความเจ็บประเดี๋ยวประด๋าว

 
 
เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่นในวารสาร Southeast Asian Literature เล่ม 11 ตุลาคม 2556; ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกใน สนุกนึก: วรรณกรรมแตกกิ่ง Bookvirus เล่ม 12 มกราคม 2557; พิมพ์รวมเล่มใน รวมเรื่องสั้น ‘สามานย์ สามัญ’ มีนาคม 2557.
 
 
 
 
 
Read more from the November 2016 issue
Like what you read? Help WWB bring you the best new writing from around the world.