Skip to content
Words Without Borders is one of the inaugural Whiting Literary Magazine Prize winners!
from the November 2016 issue

เกมเศรษฐี

เด็กชายกำพล ช่างสำราญ  อายุเพิ่งห้าขวบ  เดินเตร็ดเตร่อยู่บริเวณหน้าห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์  พ่อสั่งให้เขาคอย  “เอ็ง อยู่นี่ พ่อเอาน้องไปให้ย่าเลี้ยง  เดี๋ยวจะกลับมารับ”  เพราะคำว่า ‘เดี๋ยว’ กำพลเลยไม่กล้าเดินไปไหนไกล  เกรงว่าพ่อกลับมาจะไม่เห็น  จึงวนเวียนคอยมองทางเข้าหมู่บ้านตลอด
หลายวันก่อนบ้านของกำพลเกิดเรื่อง  พ่อกับแม่ทะเลาะตบตีกันเสียงดังไปถึงไหนต่อไหน  แม่เหวี่ยงพัดลมคอหัก  พ่อโยนกระติกน้ำร้อนข้ามหัวแม่ออกไปนอกบ้าน  ตกกลางคืนแม่พารถกระบะมาจอดหน้าบ้าน  ขนข้าวของขึ้นรถจนบ้านโล่ง  แม่จากไปโดยขี่มอเตอร์ไซค์นำ  รถกระบะบรรทุกของคลานตามช้า ๆ  พ่อเท้าสะเอวมองผงกหัวหงึก ๆ น้องชายวัยอีกสองเดือนจะครบขวบของกำพลร้องไห้จ้าอยู่ในบ้าน
กำพลคอยพ่ออยู่หน้าห้องเช่าซึ่งบอกคืนเจ้าของไปแล้ว  จับเจ่าอยู่กับกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบ  ตอนกลางวันผู้ใหญ่ที่อยู่ห้องติดกันเรียกกำพลเข้าไป  ตักข้าวให้กินและป้อนคำถามไม่ได้หยุด
ผู้ใหญ่เกือบทุกคนวางใจว่าเด็กยังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง  ผู้ปลอดซึ่งภารกิจมีอยู่มากมาย  จัตุรัสเล็ก ๆ กลางหมู่บ้านมีที่นั่งแสนสบายใต้ร่มไม้  มุมนี้เหมาะเจาะเพราะมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ถ้วนทั่ว  ที่สำคัญมีร้านค้าตั้งเยื้องอยู่ด้านหลัง  ผู้มาจับจ่ายข้าวของต้องแวะพูดคุยกับกลุ่มคนใต้ร่มไม้สักคำสองคำเสมอ
กำพลตอบคำถามเรื่องพ่อกับแม่ไม่หยุดหย่อน  เขาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  บางรายเดินเข้ามาหา  บ้างกวักมือเรียก  ตอนบ่ายมีคนให้เงินไปซื้อขนมที่ร้านค้า  พอเดินผ่านเขาถูกเรียกเข้าไปใต้ร่มไม้  ผู้ใหญ่หกเจ็ดคนอยู่ที่นั่น
“พ่อไปไหนไอ้หนู”  กำพลไม่มีชื่อเล่น  ทุกคนเรียกไอ้หนู  เหมือนอย่างที่พ่อเขาเรียก
“เอาน้องไปให้ย่า”  กำพลตอบอย่างเคย
“แล้วเอ็งล่ะ ทำไมไม่พาไปด้วย”
“เดี๋ยวพ่อมารับไปอยู่โรงงาน”  กำพลตอบอย่างเคย
แล้วแม่ล่ะไปไหน  ทะเลาะกันเรื่องอะไรรู้มั้ย  แม่บอกหรือเปล่าจะไปอยู่กับใคร  ตีกันกี่ครั้งแล้ว  น้องกินนมแม่หรือเปล่า  ทำไมเราไม่ไปกับแม่  น่าสงสารจริงมีพ่อแม่อย่างนี้  พ่อมันไม่เกี่ยว  แม่มันมีชู้  เวรกรรมน่ะ  พ่อมันทิ้งเมียมาสองสามคนแล้ว
กำพลถือขนมค้างอยู่ในมือ  ตาลอยฟังคนนั้นพูดทีคนนี้พูดที  เขาเบื่อ  คอตก  คิดถึงพ่อและฝันถึงบ้านใหม่  ทั้งเหนื่อยและง่วงนอน  ความจริงกำพลไม่รู้เรื่องมากนัก  ได้แต่เล่าไปตามที่เห็น  ตอบคำถามมากเข้าเขาจึงรู้เรื่องของพ่อกับแม่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  เขาเริ่มหงุดหงิดและโกรธเมื่อผู้ใหญ่บางคนบอกว่า  พ่ออาจทิ้งเขาไว้ที่นี่  พาน้องไปอยู่ที่อื่น  บางคนบอกว่าให้ถูกต้องเขาควรไปอยู่กับแม่  “ลูกสองคนต้องแบ่งกันเลี้ยง   พ่อเอาน้องไปแล้วคงตั้งใจทิ้งคนโตไว้ให้แม่”  กำพลใจเสีย  แต่ไม่เชื่อ  เริ่มเกลียดหน้าพวกผู้ใหญ่  เขาเลิกสนใจฟัง ชะเง้อมองต้นทางไม่วางตา
ผู้คนใต้ร่มไม้เตรียมตัวแยกย้ายเมื่อพูดคุยกันเสียจนอิ่มเอียน  แต่หญิงผู้หนึ่งจุดประกายขึ้นอีก  เธอมาซื้อน้ำปลาแล้วแวะเข้าใต้ร่มไม้
“เห็นแล้วสงสาร  เมื่อกลางวันเลยเรียกเข้าไปกินข้าว”  เธอส่งสายตาเอื้ออารีไปที่เด็ก   สร้างแรงสะเทือนต่อทุกคนอย่างถ้วนทั่ว  หญิงผู้นี้ชื่ออ้อยเป็นเมียของคนขับมอเตอร์ ไซค์รับจ้าง
“อืม... เห็นนั่งจ๋องเฝ้ากระเป๋าเลยให้เงินไปกินขนม  นั่นไงยังกินไม่หมดเลย”  ผู้พูดชื่ออ่อนเป็นเมียคนยามห้างสรรพสินค้า
ครั้นแล้วทุกคนเงียบ  ไม่มีใครคิดถึงการกระทำเยี่ยงนี้มาก่อน  คลื่นแห่งความอาทรนี้ก่อลมบางชนิดทำให้หลายคนปั่นป่วน
ลุงดำคนปะยางเอ่ยขึ้นบ้าง  “นั่นสิ เวทนามันแท้ ๆ”  แกส่งเสียงเรียก  “ไอ้หนู ถ้าพ่อยังไม่มาละก็คืนนี้ไปนอนบ้านลุงก็ได้”  และหันไปพูดกับคนข้าง ๆ “เด็กตัวนิดเดียว ที่นอนถมเถ”
ขณะกำพลมองลุงดำค้างอยู่  ไอ้หนูปฏิเสธโดยไม่ได้พูด  เขาไม่นอนกับใครเพราะประเดี๋ยวพ่อจะมารับ  หญิงผู้หนึ่งลุกขึ้น  เข้าไปจับมือเด็ก  “ไป ไอ้หนู กินข้าวเย็นซะก่อน พ่อยังไม่มาง่าย ๆ หรอก” กำพลงุนงง เดินตามแรงฉุดของหญิงผู้นั้น  เขายังไม่หิวข้าวและไม่อยากไปไหนกับใคร  กลัวว่าพ่อมาแล้วจะไม่เห็น  คนอื่น ๆ มองตาม  พูดกันว่านางทองใบทำน่าเกลียดเหลือเกิน ‘ทำอวดจะเอาหน้า’ ว่ากันอย่างนั้น
ทว่าจนห้าโมงเย็น  นางทองใบยังคงอยู่ในครัว  ข้าวในหม้อยังไม่สุก  กำพลซึ่งนั่งละห้อยอยู่กับกองกระเป๋าถูกเพื่อนบ้านใจดีอีกรายหนึ่งพาเข้าบ้าน  ยื่นจานข้าวโปะไข่เจียวหอมฉุยให้ตรงหน้า  ครั้นผู้ใหญ่เผลอ  ไอ้หนูยกจานข้าวเดินออกนอกบ้าน  กลับไปตรงที่วางกระเป๋า  เฝ้ามองยังหนทางที่จะเห็นพ่อกลับมา  น้ำตาเอ่อคลอและปากเริ่มเบะ  อีกครู่นางทองใบโผล่หน้าออกมาร้องเรียก  พอเห็นจานในมือเด็กนางเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ
“ใครตักข้าวให้เอ็งหรือ”
“น้าเขียว”  กำพลบอกเสียงเครือ
นางทองใบกลับเข้าบ้าน  ปิดประตูเสียงดังปังใหญ่
หลังเวลาเลิกงาน  ถนนเข้าหมู่บ้านทั้งคนและรถเริ่มหนาตา  เด็กกลับจากโรงเรียน  คนงานทยอยกลับบ้าน  ครึ่งชั่วโมงแล้วกำพลเพิ่งกินข้าวได้แค่สองคำ  นัยน์ตาฉ่ำสะอื้นกระซิก  พอคนเดินผ่านเขาจะตอบว่าพ่อยังไม่มา  ตอบหนักเข้าเขายิ่งร้องไห้หนักขึ้น  ใครต่อใครพากันเข้ามาปลอบโยน  “บ้านของย่าอยู่ไกล คงมาถึงดึกโน่นละ”  “ถ้าไม่มีรถกลับก็คงต้องค้างคืนสักคืน”  “ไม่ต้องร้องไห้  ถ้าพ่อไม่มาคืนนี้นอนกับป้าก็ได้”  “อ้าว  ลุงบอกแล้วว่าคืนนี้นอนกับลุง”
ฟ้ามืดลงทุกที  กำพลถูกพามาที่ร้านค้า  ขนมถูกยื่นมาตรงหน้าเพื่อให้เขาหยุดร้องไห้  กระเป๋าถูกยกมาวางข้าง ๆ กำพลสะอื้นหนัก  ผู้โอบอ้อมอารียืนออกันจนเต็มหน้าร้านค้า  ทำนองว่าเป็นปัญหาที่ตนต้องร่วมแก้ไข  ส่วนใหญ่วิจารณ์กันถึงต้นเหตุที่ทำให้เด็กต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  แม่ไม่น่ามีชู้  พ่อไม่น่าลงมือตบตี   แม่ไม่ควรหนีเอาตัวรอด  พ่อมีเหตุผลอะไรจึงเอาน้องไปคนเดียว  เด็กตาปรือสะลึมสะลือ  อาการ สะอื้นเปลี่ยนเป็นสะอึก  และแล้วไอ้หนูหลับทั้งยังสะอึกอยู่อย่างนั้นในอ้อมกอดของใครคนหนึ่ง  ลุงดำยกกระเป๋าสองใบของเด็กไปที่ห้องเช่าของตน  ครั้นกลับมาเด็กหายไปเสียแล้ว  สาวใหญ่ชื่อรำเพยคนที่ปลอบจนเด็กหลับอุ้มกลับไปห้องเช่าของตัวเอง  ท่ามกลางสายตาของคนนับสิบ  หล่อนอาสาดูแลเรื่องที่หลับที่นอนให้เด็กด้วยความปลาบปลื้ม
ตกดึก  เสียงร้องไห้จ้าของกำพลปลุกใครต่อใครให้สะดุ้งตื่น ไอ้หนูผวาจากที่นอนคลำอยู่ในความมืด  พอคนในบ้านลุกขึ้นเปิดไฟเด็กถลาไปที่ประตู  เปิดและวิ่งออกไป  ร้องเรียกหาพ่อดังก้องไปตามถนน   เพื่อนบ้านเปิดไฟเปิดหน้าต่าง  บางคนแง้มประตูโผล่หน้าออกมาดู  เด็กวิ่งอยู่บนถนน  ตรงไปยังทางเข้าหมู่บ้าน  ผู้ใหญ่สองคนตามออกมา  คว้าแขนและนั่งลงปลอบอยู่พักใหญ่จึงพากันเดินกลับ  เสียงสะอื้นไห้แว่วอยู่ในความสงัด
กำพลออกจากบ้านที่อาศัยนอนแต่เช้า  เดินโผเผมาที่ร้านค้ามองหากระเป๋าเสื้อผ้า  เขามายืนเงียบ ๆ จนเจ้าของร้านหันมาเห็น
“พ่อมารึยังเฮียชง”  กำพลถาม
“ไม่เห็นเลยนะ”  นายชงเท้าสะเอวมองเด็ก
“กระเป๋าผมหาย  เมื่อวานวางอยู่ตรงนี้”  เด็กชี้
“คงมีคนหิ้วไปเก็บไว้ให้กระมัง   ประเดี๋ยวคงเอามาคืนนั่งรอตรงนี้แหละ”
ครู่เดียวเท่านั้นเอง  ลุงดำหิ้วกระเป๋าสองใบมาที่ร้านค้า  วางลงข้างเด็ก  ซื้อบุหรี่หนึ่งซองแล้วกลับบ้าน  คนอื่น ๆ ทยอยกันมาจับจ่ายข้าวของ  และเหมือนเคยพวกเขาถามกำพล  “พ่อยังไม่มาหรือ”  เด็กไม่ตอบแต่ผู้ใหญ่ไม่เซ้าซี้  เรื่องของกำพลเริ่มเป็นที่ชาชินและหมดสนุก  ทว่าสำหรับเด็กด้วยกันไม่เป็นเช่นนั้น  บางคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน  วันนี้วันเสาร์โรงเรียนหยุดเพื่อนนำข่าวจากโรงเรียนมาบอก  คู่เต้นของกำพลซึ่งซ้อมเต้นร่วมกันมาเป็นสัปดาห์  ครั้นถึงวันงานของโรงเรียนเมื่อวานนี้  กำพลไม่ได้ไปโรงเรียน
“มันอยู่หน้าสุดเลย  พอรู้ว่าแกไม่ไปมันไม่ยอมเต้น  จะลงจากเวที  พ่อกับแม่มันเข้ามายืนเกาะหน้าเวทีแล้วบอก  เต้นเถอะลูก  เต้นเถอะ  เต้นคนเดียวก็ได้แม่อยากดู  มันเลยยอมเต้น  ทีนี้พอถึงตอนที่คล้องแขนกันหมุนมันก็ยืนเฉย  หันไปหันมาแล้วก็ร้องไห้  ใส่กระโปรงสีแดงด้วยนะ  รองเท้าส้นสูงด้วย  แม่มันเข้ามาอุ้มแล้วทำรองเท้าหล่นอีก  ทีนี้เลยแหกปากลั่น  ขำจะตายคนมองกันเพียบ  คนนั้นก็  โถ น่าสงสาร คนนี้ก็ โถ น่าสงสาร”
ยังมีเกมสำหรับเด็กเล็ก  แจกรางวัลเป็นของเล่นกับขนม  มีไอศกรีมกินฟรี  พวกเด็กโตขึ้นไปเล่นตลกและคุณครูก็เล่นละคร  ครูสัญญาของเราเล่นเป็นเด็กอนุบาลมัดผมจุก  เพื่อนเล่าไปก็หัวเราะจนหน้าคว่ำหน้าหงาย  กำพลลืมพ่อไปโดยไม่รู้ตัว  นึกภาพแล้วเผลอหัวเราะตามเพื่อน  เพื่อนคนนี้ชื่อประสิทธิ์  กำพลเรียกไอ้อ้นชื่อเล่นของเขา
เสียงแม่เรียกดังแว่ว  ประสิทธิ์วิ่งกลับบ้าน  แต่ครู่เดียวเขากลับมาอีก  ถือจานข้าวมาด้วย  ช้อนคันเดียวผลัดกันตักคนละคำ  พวกเขาสนุกแต่คิดว่าอร่อย  หมดแล้วกลับไปตักเพิ่มอีกจาน  สองคนปรับทุกข์เรื่องพ่อของกำพล  นั่งดูทีวีกันอยู่ที่ร้านค้านั่นเอง
สิบเอ็ดโมงกลุ่มคนใต้ร่มไม้พากันร้องเรียก---พ่อของกำพลกลับมาแล้ว  เด็กกระโจนออกไปที่ถนน เรียกพ่อเสียงหลง  และวิ่งเข้าหาราวกับฉากใหญ่ในภาพยนตร์  ผู้คนมองกันเป็นตาเดียว  ทว่าภาพไม่สมบูรณ์ เพราะมีส่วนเกินตรงที่ประสิทธิ์วิ่งตามไปด้วย
พ่อตัวเหม็น  ลูกก็ตัวเหม็น  เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิมที่จากกันไป  ต่างโผเข้าหากัน
“ได้กินอะไรบ้างหรือเปล่า”  พ่อถาม
“กินแล้ว”  ประสิทธิ์ตอบแทน  “เมื่อเช้ากินข้าวด้วยกัน”
“เมื่อวานล่ะ ได้กินหรือเปล่า”
กำพลพยักหน้า
“ใครให้ข้าวเอ็งกิน หือ”
“ตอนกลางวันน้าอ้อยเรียกไปกิน  ตอนเย็นป้าทองใบจะพาไปกินแต่ข้าวยังไม่สุกน้าเขียวเลยตักให้กิน”
“เออ ดีแล้ว  เมื่อคืนล่ะนอนกับใคร”
กำพลทำท่านึก “บ้านป้าเพย”
“ดี  ดีแล้วนะ  พ่อคิดไว้แล้ว  ทีนี้มานี่  มาตรงนี้”
สองพ่อลูกพากันหลบสายตาผู้คนหายไปตรงทางโค้งมุมกำแพง  ไอ้อ้นตามไปไม่ลดละ  แต่สองพ่อลูกมิได้ใส่ใจ
“ฟังนะ---  พ่อยังหาบ้านไม่ได้  ตอนกลางคืนต้องนอนหน้ารถ  เอ็งต้องคอยอยู่นี่อีกวันสองวัน  แล้วพ่อจะมารับไปอยู่บ้านใหม่”
กำพลส่ายหัวหน้าเบ้  “หนูไปด้วย  นอนหน้ารถก็ได้”
“ไปไม่ได้  เอ็งอยู่ที่นี่สบายกว่า  มีคนสงสาร  มีที่กินที่นอน  อีกสองวันเท่านั้นเข้าใจมั้ย”
กำพลไม่เข้าใจ  เอาแต่ร้องไห้เกาะพ่อไว้แน่น  แต่เพื่อนเข้าใจ  ตาวาวและนึกสนุก
“นอนกับข้า”  ประสิทธิ์บอก  “ให้อยู่กับผมสิลุง”
พ่อของกำพลเพิ่งเห็นประสิทธิ์  “เอ็งชื่อไร ลูกใคร”
“ชื่ออ้น  ลูกแม่หมอน”
“หมอนปะกางเกงใช่มั้ย  ดีละ ไอ้อ้น ให้เพื่อนนอนด้วยสองคืนนะ  เวลากินข้าวเรียกเพื่อนกินด้วย บอกเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ด้วยนะ ลุงฝากไอ้หนูสองวัน ช่วยกันดูแลหน่อย เข้าใจมั้ย”
ไอ้อ้นรับคำมั่นเหมาะ  ทั้งตื่นเต้นและภาคภูมิ
“ไอ้หนูพ่อกำลังลำบากเอ็งต้องช่วยพ่อนะ  ถ้าเอ็งงอแงเป็นเด็กเราแย่แน่  แค่สองวันเท่านั้น พ่อจะวิ่งรถทั้งวันทั้งคืนแล้วขอเถ้าแก่อยู่ห้องพักในโรงงาน  วันจันทร์ตอนเย็นพ่อมารับ  อยู่กับเพื่อนนะ เล่นกันให้สนุกเลย  พ่อไปละ อย่าร้องสิไม่อายเพื่อนรึ  ไปนะ”
พ่อของกำพลมาแล้ว  และไปแล้ว  ราวกับฝันไป  เพื่อนบ้านยังมองเห็นไม่เต็มตา   พอเห็นเด็กเดินกลับมาตามลำพังกลุ่มคนใต้ร่มไม้ต่างกวักมือเรียก  มุงถามกันเซ็งแซ่  กำพลไม่ค่อยได้ตอบ  ส่วนประสิทธิ์เล่าเสียละเอียดยิบ
เป็นอันว่าชัดเจน  เข้าใจกันแล้วอย่างถ้วนทั่ว  กำพลไม่ ใช่กำพลอีกต่อไป  กลับกลายเป็นก้อนแห่งภาระของทุกคน
“จะเป็นไรไป  แค่สองวัน  ลุงดำมีที่นอนถมเถไม่ใช่รึ”
ลุงดำอึ้งไปครู่หนึ่ง  ไม่ได้เตรียมรับสถานการณ์  แต่ก็เอ่ยออกมาจนได้  “ไม่มีปัญหาหรอกสองวันน่ะ  แต่ถ้าพ่อมันเบี้ยวล่ะ ฉวยโอกาสทิ้งไปเลยจะทำไง  ข้าไม่ไหวหรอกนา  เอาคนที่เขาเต็มใจซี่  เมื่อคืนนี้ใครล่ะที่พามันไปนอนด้วย”
“ยังไม่ทันไรพูดแบบนี้ซะแล้ว”  รำเพยว่า  “พ่อมันฝากให้ช่วยกันดูแล ไม่ใช่จะเหมาให้ใครรับไปคนเดียว  เมื่อคืนฉันก็ช่วยแล้ว  คืนนี้ใครจะรับอาสาล่ะ”
“แต่ลุงดำพูดถูกนะ เกิดพ่อมันเบี้ยวล่ะ”
“ให้ถึงเวลานั้นก่อนเถอะ”
“ก็ควรจะคิดไว้ก่อน ไม่เสียหายอะไรนี่”
“เออ  คิดกันไปเถอะ ข้ามีงานการต้องทำ  ไปละ”
“เห็นมั้ยล่ะ ไม่ทันไรก็แจวอ้าว  ดูน้ำหน้าซิใครจะมีน้ำใจให้ที่อยู่ที่กิน”
ประสิทธิ์มองและฟังอย่างสงสัยเต็มแก่   พยายามหาโอกาสพูดบ้าง
“เอาละ กลางวันนี้ไปกินข้าวที่บ้านข้า  มื้อเย็นด้วยก็ได้ถ้าไม่มีใครให้กิน”  นางทองใบพูด
“ชะ ถ้าไม่มีใครให้กิน”  ใครคนหนึ่งฉุนเฉียว  “กะข้าวมื้อเดียวไม่เห็นจะต้องพูดแดกคนอื่น”
“นั่นสิ  พูดอย่างนี้รับภาระคนเดียวได้หรือเปล่า”
“ไม่ใช่ธุระโว้ย  ลูกหลานก็ว่าไปอย่าง  ใครอยากอวดเอาหน้าก็เชิญ”
“ว่าไงนะ ใครอวดเอาหน้า”
“ทั้งนั้นแหละ”
“อ้าว...”
ตอนที่พวกเขาตีกันนั้นใกล้เที่ยงแล้ว  กำพลกับประสิทธิ์ยืนดูด้วยความตื่นเต้นเป็นล้นพ้น  ผู้ชมมีน้อยกว่าผู้แสดง  เสียงเอ็ดตะโรด่าทอกันดังสนั่นทว่าฟังไม่ได้ศัพท์  ซัดกันนัวเนียอยู่พักใหญ่โดยไม่มีใครห้าม  เพราะต่างก็มีฝักฝ่ายของตน  นายชงเจ้าของร้านค้าทนดูอยู่ไม่ไหว  วิ่งเข้ามากระซิบบอกกำพลกับประสิทธิ์แล้ววิ่งกลับเข้าร้าน
“ตำรวจมา”  เด็กช่วยกันตะโกน  “ตำรวจมา ตำรวจมา”
ได้ผลเหมือนกัน  หลายคนยอมหยุดและเข้าไปแยกพรรคพวกของตนออกมา  ทั้งที่เหน็ดเหนื่อย  แต่ยังมีแรงด่าทอกันอีกเนิ่นนานกว่าจะแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน
กำพลกับเพื่อนรายงานให้นายชงฟังว่า  คนพวกนั้นตีกันด้วยเหตุใด  นายชงพยายามฟังอย่างเต็มที่ทว่าจับความได้ยากเหลือเกิน  รู้แต่ว่าพวกเขาเถียงกันเรื่องของกำพล  ทำนองว่าแย่งกันเป็นผู้ดูแลเด็ก
“แต่ไอ้หนูบอกแล้วว่ามันจะนอนกับผม  พ่อมันก็สั่งให้นอนกับผม  ผมบอกพวกนั้นแล้วเขาไม่ยอมฟัง  เถียงกันอยู่นั่นแหละ  คนนั้นบอก... จะเอาหน้าหรือไง  อีกคนบอก... มึงว่าใครเอาหน้า  แล้วก็ เปรี้ยง ซัดกันเลย”
สองคนช่วยกันหิ้วกระเป๋าสองใบไปที่บ้านของประสิทธิ์  โผล่เข้าไปเห็นแม่ของประสิทธิ์ฟุบหลับอยู่กับจักรเย็บผ้า  ตู้เสื้อผ้าตั้งขวางบังเตียงนอนของพ่อกับแม่  มีม่านสีน้ำเงินเข้มกั้นระหว่างเตียงกับที่นอนของลูกซึ่งปูไว้กับพื้น  ตู้กับข้าวหันหลังขนาบที่นอนไว้   เด็กวางกระเป๋าลงข้างที่นอน  เข้าครัวหาของกิน มีข้าวเหลืออยู่สองจาน  กับข้าวเหลือจากมื้อเช้า  พออิ่มก็กระโจนขึ้นบนที่นอน  ทบทวนกันว่าใครตีกับใครท่าไหน  จากนั้นเล่นเกมเศรษฐีกันจนหลับไป
นางหมอนสะดุ้งตื่นตอนบ่ายสาม  ตั้งท่าจะทำงานต่อแต่กลับลุกเดินโผเผเข้าไปในครัว  นางไม่ได้สังเกตเห็นเด็กสองคนบนที่นอน  ในครัวไม่มีอะไรเหลือ  ข้าวหมดหม้อ  กับข้าวเกลี้ยงตู้  นางหมอนยืนงงอยู่ครู่หนึ่งจึงติดไฟแก๊ส  ตักน้ำใส่กายกขึ้นตั้ง  ออกจากครัวจึงสังเกตเห็นลูกชายกับเด็กอีกคนนอนแผ่หลา   นางมองแค่แวบเดียวก็ผละไป  อะไรบางอย่างบีบรัดนางไว้จนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องอื่น  นางไปที่ร้านค้าซื้อบะหมี่สำเร็จรูปหนึ่งซอง  รีบกลับมาจัดการกับอาหารกลางวัน  สิบห้านาทีทุกอย่างก็เสร็จสิ้น  นางหมอนกลับมานั่งตรงหน้าจักรเย็บผ้า  ตีนถีบ  มือจับเกร็ง  ปากเม้ม  คิ้วขมวดและนัยน์ตาจ้องเขม็ง  ฝีจักรวิ่งดังครืนๆ เรื่อยไป
ก่อนห้าโมงเย็น  นางหมอนจัดผ้าแยกใส่ถุงผลุนผลันออกจากบ้าน  ผัวของนางมีจักรเย็บผ้าอีกเครื่องตั้งอยู่หน้าธนาคารในตลาด  รับปะชุนซ่อมแซมเสื้อผ้าทุกชนิด  นางหมอนแบ่งงานที่ผัวรับไว้กลับมาทำที่บ้าน  เสร็จแล้วเอากลับไปส่งตามกำหนดเวลา  นางรีบเสียจนมือไม้สั่น  กระนั้นก็ยังไม่ทันการ  ลูกค้าสองคนมารับผ้าก่อนเวลานัด  พ่อของประสิทธิ์ให้รอสักครู่  แต่ลูกค้ารอไม่ได้นัดใหม่วันพรุ่งนี้  เหลืออีกสองรายยังไม่มา
นางหมอนถอนใจทรุดลงนั่ง “เงินหมดแล้วด้วย”  นางบอก
“เออน่า  อีกสองคนนัดวันนี้เหมือนกัน  เดี๋ยวคงมาแหละ”
ผัวเมียทยอยเก็บของ  ยกจักรไปฝากร้านข้าวแกงข้างธนาคารแล้วกลับมานั่งรอลูกค้า
“จะหกโมงแล้ว” นางหมอนพูด

เออน่า  รออีกเดี๋ยว”
“พ่อเอามาก่อนห้าสิบ  ซื้อกับข้าว”
“มีที่ไหนเล่า  กลับไปหุงข้าวไว้ก่อน  เดี๋ยวซื้อกับข้าวตามไป”
ครั้นกลับถึงบ้านจึงเห็นว่าข้าวสารก็หมด  นางออกมานั่งถอนใจอยู่หน้าบ้าน
ประสิทธิ์ถลาเข้ามา  “แม่ขอเงินกินขนม”  เขาบอกกำพลไว้ว่าจะเลี้ยงขนม
“ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้”  นางตวาด  “ถูขี้ไคลข้างหูด้วย  ไป”
ประสิทธิ์กับกำพลอาบน้ำด้วยกัน  เล่นกันจนหายอยากจึงออกจากห้องน้ำ  ประแป้งหน้าขาววอกแล้วเข้าครัวเปิดหม้อข้าว  พอเห็นไม่มีข้าวก็หันมาเปิดตู้กับข้าว  ไม่มีอะไรเลย  ถ้วยชามเก่าค้างแช่อยู่ในอ่างหลังบ้าน  ไอ้อ้นวิ่งไปหน้าบ้าน
“แม่  ข้าวยังไม่ได้หุง”
“มานี่ซิ”  แม่เรียก  “ไปร้านเฮียชงนะ  บอกว่าแม่เชื่อข้าวหนึ่งถุง”
ประสิทธิ์พยักหน้า  แต่แม่นึกได้อีกว่ากับข้าวก็ไม่มี
“เดี๋ยว ไอ้อ้น มานี่ก่อน บอกเฮียชงเอามาม่าสองห่อด้วย  เย็นนี้เรากินมาม่ากันก่อน”
“ให้เพื่อนห่อหนึ่งนะ”
พอแม่พยักหน้าสองคนวิ่งอ้าวไปร้านนายชง
ที่ร้านค้า  ลุงดำกำลังต่อรองอยู่กับนายชง  แต่ไม่ประสบผล  นายชงส่ายหน้าไม่ยอมท่าเดียว  ปล่อยให้ลุงดำยืนพล่าม  ผละไปขายของให้ลูกค้าอื่น  คนหนึ่งขอเชื่อน้ำปลากับไข่  ครั้นเห็นว่านายชงยอมลุงดำยิ่งโวยวายหนัก  เสียงดังก็จริงทว่าอ้อแอ้ลิ้นพันกันระรัว  พอขยับเดินก็ส่ายโอนเอน
“อีกขวดเดียวน่า”  ลุงดำตามตื๊อนายชงซึ่งกำลังเดินไปหยิบของให้ลูกค้า
“พอแล้วลุง  ผมให้อีกไม่ได้แล้ว”  นายชงบอก
“อีกขวดเดียวน่า”
“วันนี้สองขวดไปแล้วนะลุง  บอกว่าพอก็พอ  ของเก่าลุงยังค้างอยู่สองร้อย  วันนี้อีกร้อยกว่า... อ้าว จะทำอะไรน่ะ หยิบเองได้ยังไง  เอามานี่  ทำอย่างนี้เดี๋ยวผมไม่เกรงใจนะ”
“อีกขวดเดียวน่า  คนอื่นยังเชื่อได้นี่นา”
“ว่าไงไอ้หนู  สองคนจะเอาอะไร”
“แม่ให้มาเชื่อข้าวหนึ่งถุง  กับมาม่าสามห่อ”
นายชงยิ้มแห้งส่ายหน้า  เขาส่ายหน้าด้วยความระอา  ทว่ายอมให้เชื่อ หันไปหยิบของให้  มีแต่ข้าวสาร มาม่าหมดเสียแล้ว  “บอกแม่นะว่าครั้งสุดท้าย  ต้องใช้หนี้เก่าให้หมดก่อนถึงจะเชื่อใหม่ได้”
“น่าน... เด็กก็ยังให้เชื่อ  ลุงขออีกขวดเดียว”
นายชงจ้องมองรายชื่อในสมุดบัญชีแล้วถอนใจหลายเฮือก  ตอนเช้าเขายังอารมณ์ดีอยู่  ดูจากจำนวนหนี้ที่คั่งค้าง วันนี้นายชงตั้งใจไว้ว่าจะงดให้เชื่อเหล้า  เบียร์ และบุหรี่  จะยอมให้แต่เฉพาะของกินของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น  สมความตั้งใจแท้ ๆ ดูเหมือนกระเป๋าสตางค์ของผู้คนทั้งหมู่บ้านจะแฟบแบนเหมือนกันหมด   เป็นความจริงว่าเขาขายสินค้าออกไปไม่ใช่น้อย  แต่เงินเข้าร้านเพียงนิดหน่อยเท่านั้น  ถึงอย่างไรความตั้งใจยังดีอยู่   เขายอมให้ลูกค้าเชื่อสินค้าได้ทุกคนทุกอย่าง  ยกเว้นเหล้า  เบียร์  บุหรี่  ทว่าสุดท้ายก็พ่ายต่อความดื้อดึงของลุงดำ
ลุงดำมานั่งก่นอยู่หน้าร้านนานนับชั่วโมง  แกฉุนเฉียว  และเจ็บอกเจ็บใจว่าตอนที่ตะลุมบอนไม่รู้ใครเป็นใครนั้น  ใครคนหนึ่งทึ้งผมบนหัวของแกและกระชากติดมือไปเป็นกระจุก  ตรงกลางกระหม่อมซึ่งเคยมีผมเหลือติดอยู่เพียงบาง ๆ บัดนี้เห็นแต่หนังศีรษะแดง ๆ ลุงดำอ้อนวอนขอเชื่อเหล้าโดยยื่นศีรษะอันเจ็บแสบให้นายชงดูว่าคืนนี้แกคงนอนไม่หลับถ้าไม่ได้เหล้าย้อมใจ  นายชงยอมหยิบเหล้าให้และบอกให้กลับ
บ้าน  ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงลุงดำกลับมาอีก  เอ็ดตะโรอยู่สักพักนายชงก็ใจอ่อนยอมให้อีกหนึ่งขวด
ความตั้งใจของนายชงจบเห่เข้าขั้นติดลบ  ไม่มีอารมณ์จะยิ้มแย้มเล่นหัวกับใคร  พอเห็นหน้าลุงดำเป็นรอบที่สามเขาเริ่มนับอยู่ในใจ  รอจังหวะจะโยนแกออกจากร้าน  ทว่าพอเหลือบไปเห็นกระหม่อมแดง ๆ ของแกเข้าก็อดใจไว้ได้  ใครต่อใครในวันนี้ต่างก็โดนเล่นงานกันเสียพอแรง
นางทองใบนั่นค่าที่ไปมีเรื่องตบตีกับคนอื่น  กลับเข้าบ้านอารมณ์ยังคงคุกรุ่นจึงไม่ยอมหุงข้าวทำงานบ้าน  ผัวกลับมาจึงทะเลาะตบตีกันอีกรอบ  ผัวประกาศไม่ให้เงินและเมียก็ว่าจะไม่หุงหาให้กิน  สุดท้ายผัววิ่งมาซื้อมาม่าและอีกเดี๋ยวเมียก็ตามมาเชื่อมาม่าเช่นกัน  ไม่ใช่นางทองใบคนเดียว  อย่างน้อยอีกสองครอบครัวที่เสียงด่าทอดังแว่วมาถึงร้านค้าอันเนื่องมาแต่มูลเหตุเดียวกัน
“มาม่าหมด”  ประสิทธิ์บอก
นางหมอนถอนใจอีกรอบ  “ไปอีกที  เอาไข่มาสิบบาท”
“เฮียชงบอกว่า  ใช้หนี้เก่าให้หมดก่อนแล้วค่อยไปเชื่อใหม่”
นางหมอนฟังไม่ทันจบก็ผลุบเข้าบ้าน  หุงข้าวเสร็จก็ออกมานั่งเท้าคางเช่นเคย  ฟ้ามืดลงทุกที ความหวังอยู่ที่ผัวของนาง  นั่งอยู่สักพักนางก็นึกออกอีกหนทางหนึ่ง  เข้าไปค้นถุงผ้าบนโต๊ะ  มีกางเกงของลูกค้าละแวกนี้ค้างอยู่หนึ่งตัว  แค่เปลี่ยนซิปประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น  ไอ้อ้นเข้าไปในครัวแล้วออกมาบอกแม่ว่าไม่มีอะไรกินเลย มีแต่ข้าว
“เออ รอเดี๋ยว  อย่าไปไหนนะ  เดี๋ยวเอาผ้าไปส่งลูกค้าให้แม่ที”
ประเดี๋ยวเดียวจริง ๆ  สิบห้านาทีก็เสร็จ  นางเอาผ้าใส่ถุง  สีหน้าโล่งอก
“เอาไปให้ป้าทองใบ  บอกว่ายี่สิบบาท  ขากลับซื้อไข่มาสิบบาท”
เด็กวิ่งออกไปชั่วครู่เดียวก็กลับมา  “ป้าทองใบกับผัวทะเลาะกัน  แกบอก ‘เอามายี่สิบค่าซิปกางเกง ตอนนั้นค่าปะกางเกงของมึงกูก็ออกให้’  ผัวแกบอก ‘หน้าแข้งนี่ไงจะเอามั้ย’  ป้าทองใบเลยว่า ‘พวกมึงกลับไปก่อน  เดี๋ยวกูไปจ่ายกับแม่มึงเอง’”
นางหมอนไม่ได้พูดอะไรเลย  ได้แต่เปลี่ยนมือที่เท้าคางจากซ้ายเป็นขวา
ประสิทธิ์เริ่มกังวลว่าจะไม่มีอะไรให้เพื่อนกิน  ทั้งสองลงนั่งหงอย ๆ ข้างนางหมอน
“มีแต่ข้าวว่ะ”  ไอ้อ้นบอกเพื่อน  “แม่ข้าจะเชื่อไข่แต่เฮียชงบอกว่าต้องใช้หนี้เก่าให้หมดก่อน”
“ถ้าพ่อข้าอยู่ละก็เชื่อได้สบาย   เพราะพ่อข้าใช้หนี้เก่าหมดแล้ว”  กำพลบอก
“ข้าก็ไม่มีหนี้ แต่ไม่กล้าไปว่ะ” ไอ้อ้นบอก
“ข้าก็ไม่มี  ลองไปดูมั้ย”  กำพลชวน “บอกเฮียชงว่าพ่อข้าจะจ่ายให้วันจันทร์”
“ลองก็ได้  แต่แกพูดเองนะ”
ทั้งสองลุกขึ้นเดินเหนียม ๆ ไปทางร้านค้า  นางหมอนมองตามและมองค้างอยู่อย่างนั้น  ผัวของนางนั้นเป็นอันรู้กันว่าหมดหวังไปแล้ว  ป่านนี้คงกำลังฝากท้องกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง
แค่ทุ่มครึ่งเท่านั้นเอง  แต่นายชงกำลังเตรียมตัวปิดร้าน  หลังจากลุงดำถือขวดเหล้าเดินคล้อยหลัง  เขารู้สึกระโหย  หมดแก่ใจจะขายต่อ  อยากให้วันอันชอกช้ำนี้จบลงไว ๆ จะได้เริ่มวันใหม่เสียที  ลูกค้ารายสุดท้ายโผล่มาก่อนที่เขาจะล็อกประตู  ตาวาว ๆ สองคู่จ้องมองมาที่นายชง
ด้วยอิริยาบถอันห่อเหี่ยวเหลือประมาณ  นายชงเดินไปหยิบไข่สี่ฟอง  ส่งถุงไข่ลอดช่องประตูออกไป  เสียงเด็กหัวเราะคิกคักและเสียงฝีเท้าวิ่งอ้าว—แว่วหาย.

 

เดือนวาด  พิมวนา

Read more from the November 2016 issue
Like what you read? Help WWB bring you the best new writing from around the world.